ZT Maju - шаблон joomla Продвижение

ข่าวเด่นประจำวัน

เลือดกำเดาไหล...

 

7

เลือดกำเดาเลือดกำเดาไหลการตกเลือดกำเดา หรือเลือดออกจมูก (Epistaxis หรือ Nosebleed) หมายถึง ภาวะที่มีเลือดออกจากโพรงจมูกทางส่วนหน้าหรือส่วนหลังของโพรงจมูก โดยส่วนใหญ่ประมาณ 90% ของเลือดกำเดาไหลจะเกิดขึ้นที่บริเวณผนังกั้นจมูกด้านหน้าซึ่งเป็นบริเวณที่มีหลอดเลือดแดงหลายเส้นมาบรรจบกันเป็นร่างแหหรือเป็นตาข่าย ที่เรียกว่า Kiessel bach’s plexus หรือ Little’s area เมื่อหลอดเลือดเหล่านี้มีการแตกทำลายหรือเกิดการฉีกขาดก็จะทำให้มีเลือดสด ๆ ไหลออกจากทางรูจมูก ซึ่งมักออกเพียงข้างเดียว (บางรายอาจออกทั้ง 2 ข้างก็ได้) ส่วนใหญ่ภาวะนี้มักเกิดขึ้นอย่างฉับพลัน แต่โดยมากมักจะไม่เป็นอันตรายหรือมีสาเหตุที่ร้ายแรง ซึ่งจะทำให้มีเลือดออกเพียงเล็กน้อยและหยุดไหลได้เอง เพราะร่างกายมีการสร้างลิ่มเลือดเป็นตาข่ายมาปิดรอยฉีกขาดไว้

เลือดกำเดาไหลเป็นภาวะหรืออาการที่พบได้บ่อยในคนทุกเพศทุกวัย ตั้งแต่เด็กไปจนถึงผู้สูงอายุ แต่จะพบได้สูงในเด็กอายุ 2-10 ปี (แต่มักไม่พบในเด็กอ่อน) และคนวัยหนุ่มสาว โดยเฉพาะในช่วงฤดูหนาวที่อากาศจะเย็นและแห้งกว่าปกติ เยื่อบุโพรงจมูกจึงพลอยแห้งตามไปด้วย น้ำมูกที่ติดอยู่ในจมูกก็เลยแห้งกรังอยู่ภายในทำให้เกิดความรำคาญ ต้องแคะ แกะ ขยี้จมูกบ่อย ๆ เมื่อรอยแตกเล็ก ๆ ที่พื้นผิวในโพรงจมูกเริ่มเกิดขึ้นโดยเฉพาะบริเวณส่วนหน้าของผนังกั้นโพรงจมูกที่มีหลอดเลือดฝอยจำนวนมากมาบรรจบกัน เมื่อถูกแคะหรือขยี้ก็จะทำให้รอยแตกเกิดเป็นแผลถลอกขึ้น หลอดเลือดฝอยจึงฉีกขาดทำให้เกิดเลือดกำเดาไหลออกมาจากจมูก

ภาวะนี้ผู้ชายและผู้หญิงมีโอกาสเกิดได้เท่า ๆ กัน (แต่บางข้อมูลระบุว่า พบได้ในผู้ชายมากกว่าผู้หญิง) โดยประมาณ 10-12% ของประชากรจะมีเลือดกำเดาออกครั้งหนึ่งในชีวิต แต่จะมีผู้ป่วยประมาณ 10% เท่านั้นที่ต้องเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาล โดยผู้ป่วยที่มาพบแพทย์ด้วยปัญหานี้สามารถแบ่งเป็นกลุ่มใหญ่ ๆ ได้ 2 กลุ่ม คือ

  1. กลุ่มที่มีเลือดออกจำนวนน้อย ๆ และหยุดไหลได้เอง แต่เป็นมาแล้วหลายครั้ง กลุ่มนี้มักพบในเด็ก วัยรุ่น หรือผู้ใหญ่ที่อายุยังน้อย ซึ่งจะมีเลือดออกมาจากส่วนหน้าของโพรงจมูก
  2. กลุ่มที่มีเลือดออกจากจมูกเพียงครั้งเดียว แต่มีเลือดออกจำนวนมากและไม่สามารถหยุดไหลได้เอง มักพบในผู้ป่วยสูงอายุที่มีโรคประจำตัวอยู่แล้ว เช่น โรคความดันโลหิตสูง โดยเลือดที่ออกมักจะมาจากส่วนหลังของโพรงจมูก

เลือดออกจมูกIMAGE SOURCE : www.proceduresconsult.jp (Kiessel bach’s plexus หรือ Little’s area)

ตำแหน่งที่เลือดกำเดาไหล

  1. เลือดออกมาจากส่วนหน้าของโพรงจมูก (Anterior epistaxis) เป็นกรณีที่พบได้ประมาณ 90% ของเลือดกำเดาไหลทั้งหมด มักพบในเด็ก วัยรุ่น หรือผู้ใหญ่ที่อายุยังน้อย ที่มีประวัติการแคะจมูกหรือเยื่อบุจมูกอักเสบ ส่วนมากเลือดมักออกมาจากบริเวณผนังกั้นช่องจมูกด้านหน้า ซึ่งเป็นบริเวณที่มีหลอดเลือดหลายแขนงรวมกัน ตำแหน่งนี้สามารถมองเห็นได้ง่ายจากการตรวจโพรงจมูกทางด้านหน้า
  2. เลือดออกมาจากส่วนหลังของโพรงจมูก (Posterior epistaxis) คือมีเลือดไหลลง ซึ่งมักจะมีอาการรุนแรงกว่าชนิดแรก มักพบได้ในผู้ป่วยสูงอายุที่มีโรคความดันโลหิตสูงหรือมีภาวะหลอดเลือดแดงแข็งร่วมด้วย หรืออาจพบได้ในผู้ป่วยที่มีเนื้องอกบริเวณโพรงหลังจมูกที่มีเลือดมาเลี้ยงมาก (Nasopharyngeal angiofibroma) เป็นต้น โดยเลือดมักออกจากแขนงหลอดเลือดใหญ่ทางส่วนหลังโพรงจมูก ตำแหน่งนี้สามารถมองเห็นได้จากการส่องกล้องตรวจในโพรงจมูก
  3. เลือดออกมาจากส่วนบนของโพรงจมูก มักพบได้น้อยกว่า 2 ชนิดแรก โดยอาจเกิดจากการได้รับอุบัติเหตุบริเวณศีรษะ, การผ่าตัดไซนัส หรือเนื้องอกบางชนิด เป็นต้น

สาเหตุที่เลือดกำเดาไหลIMAGE SOURCE : www.emaze.com (Anterior epistaxis และ Posterior epistaxis)

เลือดออกทางส่วนหน้าของโพรงจมูกมักพบในเด็กและผู้ใหญ่ที่มีอายุน้อย เลือดออกจากส่วนหลังของโพรงจมูกมักพบในผู้สูงอายุ ซึ่งมักมีสาเหตุมาจากโรคความดันโลหิตสูง

สาเหตุที่เลือดกำเดาไหล

ภาวะเลือดกำเดาไหลอาจเป็นสาเหตุที่เกิดขึ้นในจมูกและโพรงหลังจมูก จากโรคหรือความผิดปกติของระบบร่างกายอื่น ๆ หรือเกิดจากผลข้างเคียงของยาบางชนิดที่ทำให้เลือดไหล่ง่ายกว่าปกติ

  1. สาเหตุที่เกิดขึ้นในจมูกและโพรงหลังจมูก เช่น
    • การระคายเคืองหรือบาดเจ็บบริเวณจมูก ได้แก่ การแคะจมูก (ผู้ที่มีนิสัยชอบแคะจมูกจะมีน้ำมูกแห้งกรัง เมื่อแคะออกจะเกิดแผลถลอกและอาจเป็นแผลเรื้อรัง), การสั่งน้ำมูกแรง ๆ หรือมีการเปลี่ยนแปลงของความกดอากาศอย่างรวดเร็ว (เช่น ในระหว่างขึ้นเครื่องบิน หรือดำน้ำ ซึ่งอาจมีผลทำให้เกิดเลือดออกในโพรงอากาศข้างจมูกและมีเลือดกำเดาไหลได้), การได้รับแรงกระแทกที่จมูก (เช่น การถูกกระแทกด้วยของแข็งจากอุบัติเหตุ ซึ่งอาจมีกระดูกของจมูกแตกหักร่วมด้วยหรือไม่ก็ได้), การผ่าตัดในโพรงจมูก (เช่น การผ่าตัดเยื่อบุจมูก), การผ่าตัดโพรงไซนัส, การผ่าตัดผนังกั้นช่องจมูก, การใส่ท่อช่วยหายใจผ่านทางจมูก, การใช้ยาสเตียรอยด์พ่นจมูกหรือสูดดมโคเคนอย่างไม่ถูกต้องเป็นเวลานาน ๆ เป็นต้น ซึ่งสาเหตุดังกล่าวนี้จะทำให้มีเลือดออกจากจมูกเนื่องจากมีการฉีกขาดของเยื่อบุโพรงจมูก โดยเลือดที่ออกมามักจะมีปริมาณไม่มากและออกเป็นระยะเวลาสั้น ๆ แต่ก็อาจมีเลือดออกซ้ำได้ในช่วงระยะที่กำลังหายก็ได้ นอกจากนี้การได้รับบาดเจ็บที่ศีรษะและใบหน้าอย่างรุนแรง (ซึ่งอาจโดนที่จมูกโดยตรงหรือโพรงไซนัส) ก็อาจทำให้มีเลือดออกจากจมูกเป็นปริมาณมากในระยะแรกก็ได้ (ถ้ามีเลือดออกจากจมูกหลังการบาดเจ็บในระยะเวลาเป็นสัปดาห์ให้นึกถึงเส้นเลือดโป่งพองที่เกิดจากอุบัติเหตุไว้ด้วย) ส่วนภาวะอากาศหนาวซึ่งมีความชื้นต่ำก็อาจทำให้เยื่อบุจมูกแห้งและมีแนวโน้มที่จะทำให้มีการระคายเคืองและเลือดออกได้ง่ายเช่นกัน จึงทำให้ภาวะนี้มักพบในช่วงฤดูที่มีอากาศหนาวมากกว่าฤดูอื่น ๆ
    • ความผิดปกติทางกายวิภาคของโพรงจมูก เช่น ผนังกั้นช่องจมูกคด หรือมีกระดูกงอก หรือมีรูทะลุ ซึ่งจะทำให้เกิดความไม่สมดุลของอากาศที่ผ่านเข้าออกและทำให้ผู้ป่วยมีเลือดกำเดาไหลข้างที่ผนังกั้นช่องจมูกคดหรือข้างที่แคบ เนื่องจากข้างที่แคบนั้นจะมีลมหายใจหรืออากาศผ่านเข้าออกมากและเร็วกว่าปกติ จึงทำให้เยื่อบุจมูกบริเวณดังกล่าวแห้ง มีสะเก็ด และเปราะบาง ส่งผลทำให้มีเลือดออกได้ง่าย โดยจุดที่มักจะเกิดเลือดออกนั้นมักจะเป็นที่ตำแหน่งทางด้านหน้าของบริเวณที่มีการคดงอหรือมีกระดูกงอก
    • การอักเสบในโพรงจมูก เช่น ภาวะการติดเชื้อทางเดินหายใจส่วนบน, โรคจมูกอักเสบจากภูมิแพ้, ไซนัสอักเสบ, การมีสิ่งแปลกปลอมในจมูก (เช่น ปลิง เมล็ดผลไม้ ซึ่งก่อให้เกิดแผลและการติดเชื้อ), การสัมผัสสารระคายเคืองต่าง ๆ (เช่น การสูดโคเคนทางจมูก การใช้ออกซิเจนที่มีความชื้นต่ำ การใช้เครื่องอัดอากาศขณะหายใจเข้า (Nasal continuous positive airway pressure – CPAP) เพื่อรักษาภาวะหยุดหายใจขณะหลับ) เป็นต้น ซึ่งสาเหตุดังกล่าวเหล่านี้จะทำให้มีเลือดคั่งที่เยื่อบุจมูก และ/หรือเยื่อบุไซนัสมากกว่าปกติ และเส้นเลือดจะแตกได้ง่าย เลือดที่ออกจากสาเหตุนี้มักปนมากับน้ำมูก แต่ถ้าความรุนแรงของการอักเสบเพิ่มขึ้นหรือผู้ป่วยสั่งน้ำมูกหรือจามแรง ๆ ก็อาจจะมีเลือดกำเดาออกมากได้
    • เนื้องอกของโพรงจมูก เช่น เนื้องอกชนิดไม่ร้ายอย่างริดสีดวงจมูก, เนื้องอกของหลอดเลือด (Juvenile nasopharyngeal angiofibroma) ซึ่งมักพบในเด็กผู้ชายและเป็นข้างเดียว, มะเร็งในจมูก ไซนัส หรือโพรงหลังจมูก ซึ่งมักพบในผู้ใหญ่ เป็นต้น เป็นสาเหตุที่พบได้ไม่บ่อยและทำให้ผู้ป่วยมีเลือดกำเดาออกทีละมาก ๆ ดังนั้น ผู้ป่วยที่มีอาการเลือดออกจากจมูกแบบเป็น ๆ หาย ๆ หรือมีเลือดออกจากจมูกเป็นปริมาณมาก ๆ ควรได้รับการส่องกล้องตรวจในโพรงจมูก หรือได้รับการตรวจเอกซเรย์ว่ามีเนื้องอกเป็นสาเหตุหรือไม่
    • ความผิดปกติของหลอดเลือดที่มาเลี้ยงจมูก เช่น เส้นเลือดโป่งพองที่เกิดจากอุบัติเหตุ, ความผิดปกติของเส้นเลือดแดงและเส้นเลือดดำที่มาเชื่อมต่อกันจากอุบัติเหตุ เป็นต้น
  2. สาเหตุที่เกิดจากโรคหรือความผิดปกติของระบบร่างกายอื่น ๆ ได้แก่
    • โรคเลือดชนิดต่าง ๆ ได้แก่ ความผิดปกติในการแข็งตัวของเลือด เช่น ภาวะเกล็ดเลือดต่ำ, มะเร็งเม็ดเลือดขาว, โลหิตจางจากไขกระดูกฝ่อ, ไอทีพี, โรคเลือดไหลไม่หยุดหรือฮีโมฟิเลีย (Hemophilia), โรคตับและไต (เช่น ตับแข็ง ตับวาย ไตวาย) เพราะทำให้เกล็ดเลือดทำงานผิดปกติ, การดื่มเหล้ามาก, ภาวะการขาดสารอาหารจำพวกวิตามิน (เช่น วิตามินซี วิตามินเค), การได้รับยาต้านการแข็งตัวของเลือด
    • โรคของหลอดเลือด เช่น โรคความดันโลหิตสูง (เพราะเป็นโรคที่มีผนังหลอดเลือดตีบแข็งและการยืดหยุ่นของหลอดเลือดไม่ดี จึงทำให้หลอดเลือดเปราะและแตกได้ง่าย), โรคทางพันธุกรรมบางชนิดที่มีความผิดปกติของหลอดเลือดทั่วร่างกาย (Hereditary hemorrhagic telangiectasia – HHT) เป็นต้น
    • ไม่ทราบสาเหตุ ซึ่งเป็นกรณีที่พบได้ราวร้อยละ 10
    • ในบางกรณีพิเศษ อาการปวดศีรษะไมเกรนในเด็กก็อาจเป็นสาเหตุทำให้เลือดกำเดาไหลได้
  3. สาเหตุที่เกิดจากผลข้างเคียงของยาบางชนิดที่ทำให้เลือดไหลง่ายกว่าปกติ เช่น ยาแอสไพริน (Aspirin), ยาต้านการอักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์หรือเอ็นเสด (NSAIDs), ยาต้านการแข็งตัวของเลือด (Anticoagulants) เช่น เฮพาริน (Heparin), วาร์ฟาริน (Warfarin) เป็นต้น

โดยมากมักไม่มีสาเหตุที่ร้ายแรง ซึ่งจะมีเลือดออกเพียงเล็กน้อ

Zo2 Framework Settings

Select one of sample color schemes

Google Font

Menu Font
Body Font
Heading Font

Body

Background Color
Text Color
Link Color
Background Image
 
Top of Page